Home / ทีมที่เข้ารอบบอลโลก 2018

ทีมที่เข้ารอบบอลโลก 2018

ก่อนที่จะไปดูฟอร์มของแต่ละทีมที่เข้ารอบบอลโลกนั้น ผมขอสรุปผลการจับสลากแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายให้ชมก่อนครับ ว่า มีกี่สาย และแต่ละสายมีทีมชาติอะไรบ้าง

กลุ่ม เอ  (A)  :   รัสเซีย , ซาอุดิอาระเบีย , อียิปต์ , อุรุกวัย

กลุ่ม บี   (B)  :   โปรกุเกส , เสปน , โมร็อกโก , อิหร่าน

กลุ่ม ซี   (C)  :   ฝรั่งเศส , ออสเตียเรีย , เปรู , เดนมาร์ก

กลุ่ม ดี   (D)  :   อาร์เจนตินา , ไอซ์แลนด์โครเอเชีย , ไนจีเรีย

กลุ่ม อี   (E)  :   บราซิล , สวิตเซอร์แลนด์ , คอสตาริกา , เซอร์เบีย

กลุ่ม เอฟ  (F) :   เยอรมนี , เม็กซิโก , สวีเดน , เกาหลีใต้

กลุ่ม  จี   (G)  :  เบลเยียม , ปามานา , ตูนิเซีย , อังกฤษ

กลุ่ม เอช (H) : โปแลนด์ , เซเนกัล , โคลัมเบีย , ญี่ปุ่น

ต่อมาเราดูกันว่า ทีมที่เข้ารอบบอลโลก 2018  ฟอร์มการเล่นที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และในปัจจุบันนี้เขามีความพร้อมแค่ไหนสำหรับรายการนี้  ซึ่งผมได้สรุปไว้ครบทุกทีมแล้ว จะเป็นยังไง มาชมกันครับ

รัสเซีย

  1. ทีมชาติรัสเซีย 

เริ่มจากเจ้าภาพรัสเซีย หรือที่มีฉายาว่า หมีขาว   เป็นทีมที่ได้รับสิทธิพิเศษในการผ่านเข้ารอบสุดท้ายรายการฟุตบอลโลกได้ทันที เพราะเนื่องจากมีดีกรีเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ครับ แต่ถึงอย่างไรการที่ได้เข้ามา ณ จุด ๆนี้ไม่เป็นเพราะโชคช่วยหรือสิทธิพิเศษเท่านั้นนะครับ  รัสเซียเองก็มีทีเด็ดอยู่เหมือนกัน  ถึงแม้ว่าจะไม่โดดเด่นสักเท่าไหร่นัก แต่ยังไงก็ยังถือว่ามีความได้เปรียบทีมอื่น ๆอยู่บ้าง ในเรื่องของเสียงเชียร์จากแฟนบอลข้างสนาม  รวมถึงสภาพภูมิอากาศ และความเคยชินจากการที่ได้เป็นเจ้าบ้านนั่นเองครับ

 

 

ซาอุดิอาระเบีย

  1. ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย

ซาอุดิอาระเบีย เป็นอีกทีมที่เข้ารอบบอลโลก 2018  หลังจากได้ที่ได้หายไปจากรายการนี้ถึง 2 ครั้ง     และก่อนที่ซาอุดิอาระเบียจะไปลุยบอลโลก ในช่วงซัมเมอร์นี้เขาได้ส่งนักเตะภายในทีมชาติทั้งหมด  9  คน ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สโมสรดังในลีกลาลีกาสเปน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมาทำศึกเวิล์ด คัพ ในครั้งนี้ครับ เพราะเจ้าตัวได้อยู่ในสายเดียวกับเจ้าภาพสุดโหดอย่างรัสเซีย  ซึ่งจะต้องแข่งขันกันเป็นทีมเปิดสนามของรายการอีกด้วย แน่นอนว่าถ้าเตรียมตัวมาไม่ดีละก็พ่ายแพ้ให้กับรัสเซียไม่เป็นท่าแน่ครับ

 

อียิปต์

  1. ทีมชาติอียิปต์

บอกได้เลยว่า ชุดนักเตะทีมชาติอียิปต์จากดินแดนทะเลทรายในชุด 2018 นี้แข็งแกร่งไม่น้อยเลยทีเดียวครับ เพราะว่าพวกเขาสามารถฝ่าด่านพบกับทีมโหด ๆ และเตะทีมเก่ง ๆล่วงตารางมาแล้วมากมาย แถมสถิติการเล่นที่ผ่านมานั้นก็ไม่ธรรมดาอย่างแรงเลยทีเดียว โดยทีมชาติอิยิปต์ไม่เคยแพ้ทีมชาติใดเลยแม้แต่นัดเดียวครับ   อีกทั้งยังมีนักเตะทีเด็ดอย่าง โมฮาเหม็ด ซาร่าห์ และโมฮาเหม็ด เอล เน นี่  สองนักเตะดาวเด่นจากพรีเมียลีก ที่คอยทำประตูในแต่ละเกม จนดันเพื่อน ๆและทีมเข้ามาสู่รอบนี้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีครับ

 

 

อุรุกวัย

  1. ทีมชาติอุรุกวัย

ทีมชาติที่มีกองหน้าจอมโหด อย่าง หลุย  ซัวเรส  , เอดิสัน คาวานี่  และรามิเรซ ก็คงไม่พลาดที่จะมีโอกาสลุ้นแชมป์บอลโลกในครั้งนี้ครับ ซึ่งจะว่าไป ไม่ใช่งานยาก และไม่ใช่งานง่ายสำหรับอุรุกกวัย เลย เพราะมีดีกรีเป็นถึงอดีตแชมป์โลกถึง 2 สมัย  แน่นอนว่าประสบการณ์ก็ต้องมีอยู่พอตัวครับ  แต่ถึงอย่างไรก็อาจจะเป็นรองทีมชาติบราซิลอยู่บ้าง แต่หากดูจากฟอร์มของ 3 ประสานแนวรุกแล้ว ก็พออุ่นใจได้อยู่บ้างครับ

 

 

โปรกุเกส

  1. ทีมชาติโปรตุเกส

โปรตุเกส ในรายการนี้เรียกได้ว่า เอาตำแหน่งของการเป็นแชมป์เก่าฟุตบอลยูโรในปี 2016  มาเป็นตัวเดิมพันในรายการฟุตบอลโลกครั้งนี้เลยครับ  แถมนักเตะแข้งทองอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่มากไปด้วยความสามารถเฉพาะตัวในสไตล์ที่ไม่เหมือนใครนั้นก็จะเล่นฟุตบอลโลกในปี2018 นี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เชื่อเลยว่า เจ้าตัวพี่โด้เองก็คงจะงัดทีเด็ดออกมาเอาใจแฟนบอลทั่วโลกให้ได้เห็นเป็นแน่  และแน่นอนครับ ความหวังอันสูงสุดของพี่ก็คงอยากจะคว้าถ้วยแชมป์นั้นมาครอบครองให้ได้ก่อนเลิกเล่น  สำหรับใครที่รัก โรนัลโด้ และเชียร์โปรตุเกสอยู่ละ ก็เตรียมเฮช็อตเด็ดกีฬามันส์ ๆจากเขาคนนี้ได้เลยครับ

 

 

เสปน

  1. ทีมชาติเสปน

สเปน เป็นอีกหนึ่งเต็งที่ใครหลายคนกำลังจับตามองว่า ปีนี้พวกเขาจะสามารถคว้าถ้วยรางวัลจากรายกา World Cup 2018 นี้ได้หรือไม่ เพราะทีมนี้ก็มีแต่นักเตะตัวดี ๆหลายคนเลยทีเดียว ต่างก็กระจายอยู่ทุกตำแหน่ง  ซึ่งสำหรับนักเตะชุดที่จะลงแข่งในปีนี้ จะนำทัพโดย  เซร์คิโอ รามอส  กองหลังตัวโหม่งจากเรล มาริด   ส่วนคนอื่น ๆได้แก่ อันเดรส อิเนียสต้า   , เกราร์ด ปิเก้  เซร์คิโอ บุสเก็ต , อัลบาโร่ โมราต้า ครับ  บอกได้เลยว่าชุดนี้ส่งบอลและทำสกอร์อย่างแม่น   ส่วนเกมรับนั้นก็เหนียวยิ่งกว่ากาวเสียอีกสามารถทำเอากองหน้าทีมอื่นมีเหนื่อยกันบ้างแหละครับ

 

โมร็อกโก

  1. ทีมชาติโมร็อกโก

ทีมนี้อาจจะเป็นม้ามืดของการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ก็เป็นได้ครับ เพราะทีมชาติโมร็อคโก มีแผนการเล่นที่น่าสนใจเลยทีเดียว โดยจากที่เห็นในรอบคัดเลือกฟอร์มการเล่นและแผนของทีม ที่ถูกควบคุมโดยกุนซือ แอร์กเว่ เรอนาร์ นั้น ร้อนแรงเหลือเดินได้เฉือนคู่ต่อสู้ เก่ง ๆอย่างกาบอง และไอวอรี่ โคสต์ หงายเงิบมาไม่เป็นท่ามาแล้ว และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ สิ่งที่คุณคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็อาจจะขึ้นกับทีมนี้ได้นะครับ โดย เมห์ดี้ เบนาเตีย  ก็ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมอยู่เช่นเคยครับ ผนวกผสมร่วมกับ 2 ประสานแนวรุกจากสโมสรดัง ได้แก่ ฮาคิม ซิเย็ค แลพ นอร์ดิน อารมบัต ครับ

 

อิหร่าน

  1. ทีมชาติอิหร่าน

ในที่สุด นักรบแห่งเปอร์เซีย จากโซนเอเชียเรา ก็ใช้ความสามารถและความสามัคคีของเพื่อนร่วมทีม กอดคอกันเข้ามาสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกนี้จนได้ ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกของกุนซือ คาร์ลอส เคยรอซ ครับ  และถึงแม้ว่าทีมชาติอิหร่านในชุดนี้จะไม่มีนักเตะซูเปอร์สตาร์แบบเก่าแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยเพราะสำหรับทีมนี้เขาเน้น ทีมเวิร์ค ที่เป็นอาวุธร้ายแรงที่จะเจาะกับไปทำประตูกับคู่ต่อสู่ฝั่งตรงข้ามครับ

 

 

ฝรั่งเศส

  1. ทีมชาติฝรั่งเศส

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทีมชาติฝรั่งเศสจะเข้ารอบบอลโลก 2018ได้  เพราะด้วยทีมนี้นักเตะฝีเท้าชั้นดี ดีกรีระดับโลกรวมตัวกันอยู่มากมาย อันได้แก่  อองตวน กรีซมันน์  ,  ชิรูด์ , เอ็มปัปเป้ , ราฟาเอล วาราน , แบลสต์ มาตุยดี้  เป็นต้น รวมถึงมีกุนซือสุดเก่ง อย่าง เดเด้ เดส์ช็องส์ คอยกระตุ้นนักเตะ  และคงทราบกันดีว่า หากชุดนี้รวมตัวกันครบสูตรเมื่อไหร่ หายนะเกิดขึ้นกับทีมตรงข้ามอย่างแน่นอนครับ และสำหรับการแข่งขันในฟุตบอลโลกรอบต่อไป ฝรั่งเศสก็ยังคงใช้นักเตะชุดเดิมนี้เป็นความหวังของทีมที่จะผลักดันและคอยขับเคลื่อนให้ทีมชาติของพวกเขาในดินแดนยุโรปนี้กลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง

 

ออสเตียเรีย

  1. ทีมชาติออสเตียเรีย

ช่วงกลางปีนี้ ใครที่เป็นแฟนบอลทีมชาติออสเตรเลีย เตรียมดูออสเตียเรีย อวดฝีเท้ากันได้เลยครับ โดยนักเตะของทีมชาติชุดนี้ ล้วนแล้วแต่มีนักเตะจากสโมสรทางยุโรป แต่ละคนมากไปด้วยความสามารถและเก่าประสบการณ์กันทั้งนั้น  เริ่มตั้งแต่  แมธธิว เล็กกี้  , อาร่อน มอย , ร็อบบี้ ครูส  เป็นต้น ซึ่งนี่ก็ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ออสเตียเรียสามารถผ่านเข้ามาเวิลด์ คัพ นี้ได้ และในท้ายที่สุดอาจเป็นอีกทีมหนึ่งที่จะอยู่ในรอบ 10 ทีมสุดท้าย ของรายการการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ครับ

 

 

เปรู

  1. ทีมชาติเปรู

หลังจากที่ ทีมชาติ เปรูได้ดับฝัน อิตาลี  และ ชิลี  ในการเข้ามาสู่มารอบนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น  เปรู ได้พบเจอกับปัญหาใหญ่  เพราะก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลเปรูเข้ามาแทรกแซงงานบริหารของสมาคมฟุตบอล จนเกือบทำให้ถูกตัดสิทธิจากการแข่งขันไป  อีกทั้งหัวหน้าทีมชุดใหญ่ของ เปรู ยังถูกสั่งแบนด์ไม่ให้ลงแข่งขันอีกด้วย แต่อย่างไร ผลงานที่ผ่าน เปรู ในอันดับแรงกิ้งของฟีฟ่านั้นก็ยังดีเยี่ยมอยู่โดยอยู่อันดับที่ 10 ของโลกครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องลุ้นกันต่อไปครับว่า เปรูจะทำผลงานให้ดีอย่างเดิมต่อเนื่องได้หรือไม่

 

เดนมาร์ก

  1. ทีมชาติเดนมาร์ก

สำหรับทีมชาติเดนมาร์ก หลังจากที่ได้จับฉลากออกแล้วถือว่าได้อยู่ในสายโหดเลยทีเดียวครับ แต่ก็ไม่น่าหนักใจเท่าไหร่นัก เพราะเมื่อไม่นานมานี้ทีมชาติเดนมาร์กได้ประกาศรายชื่อนักเตะอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วครับ   ซึ่งแต่ละตัวนี้ฟอร์มการเล่นในสโมสร และในทีมชาตินั้นโดดเด่นมาก ๆ โดยกองหน้าตัวหลักที่จะนำมาใช้งาน ได้แก่  ยอน ดาห์ล โธมัสอัสสัน  , นิคลาส เบนด์เนอร์  และ โซเรน ลาร์เซ่น ครับ สำหรับกองกลางก็ยังคงเอา คริสเตียน เอริคเซ่น และ คริสเตียนโพลเซ่น

 

อาร์เจนตินา

  1. ทีมชาติอาร์เจนตินา

เรียกได้ว่าเป็นอดีตแชมป์เก่าฟุตบอลโลก ที่เต็มไปด้วยนักเตะขวัญใจมหาชนอย่าง ลีโอเนล เมสซี่  อังเคิล ดีมาเรีย , ดีบาล่า , อเกวโร่ และอิวากิน ซึ่งถึงอย่างไรทีมชาติอาร์เจนตินาจะห่างหายจากการได้แชมป์บอลโลกมายาวนานหลายปีติดก็จริง  แต่ก็เชื่อเลยครับว่า ในปีนี้ ทีมชาติอาร์เจนตินาไม่เป็นรองใครแน่นอน แถมยังเป็นทีมเต็งที่มีโอกาสลุ้นแชมป์สูงอีกด้วยครับ

 

 

 

ไอซ์แลนด์

  1. ทีมชาติไอซ์แลนด์

ทีมชาติไอซ์แลนด์ เป็นตัวแทนจากโซนยุโรป ที่โชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างสุดยอด ทุกแมทช์การแข่งขันมาอย่างต่อเนื่องครับ ซึ่งจุดแข็งของทีมนี้ ที่คู่ต่อสู่ทีมอื่น ๆจะต้องแก้เกมให้ได้นั่นก็คือ ความฮึกเหิมของนักเตะทุกคนในทีมไอซ์แลนด์ที่พร้อมวิ่งบู้สู้แหลก ไม่แจกแต้ม ตลอด 90 นาที ซึ่งแทคตริกนี้ก็ทำเอาทีมยักษ์ใหญ่จากทั่วโลกตกอันดับไปตาม ๆกันมาแล้วนับไม่ถ้วน

 

 

 

โครเอเชีย

  1. ทีมชาติโครเอเชีย

ในตอนนี้ โครเอเชีย มี ลูก้า  โมดริช  ทำหน้าที่หัวหน้าทีม  ถือเป็นนักเตะตัวหลักที่สำคัญของทีมในตอนนี้เลยก็ว่าได้ครับ เพราะหลังจากที่เขาช่วยนำพาเพื่อน ๆในทีมให้ผ่านเข้ามารอบถึงรอบนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆเลย ต้องฝึกซ้อมทำการบ้านอย่างหนัก   แต่ในเวลานี้ จากการที่ผมได้ดูดูฟอร์มการเล่นที่ผ่านมาโดยรวมแล้ว ผมเชื่อครับว่านอกจาก ลูก้าโม ดริช   นักเตะทุกคนภายในทีม เช่น อีวาน เปริซิซ , มาริโอ มานด์ซูคิซ , อีวาน ราคิติซ   ตลอดจน กองหลังจอมแน่นอย่าง เดยัน ลอฟเรน ก็กำลังเตรียมตัวฟิตร่างกายและฝึกซ้อมอยู่อย่างหนักเช่นกัน เพื่อที่ไปไล่เก็บ 3 แต้มจากทีมชาติคู่แข่งอื่นๆครับ

 

ไนจีเรีย

  1. ทีมชาติไนจีเรีย

สำหรับไนจีเรีย เป็นอีกหนึ่งทีมที่เข้ารอบบอลโลก 2018 มาด้วยผลงานที่อาจจะไม่โดดเด่นมากนัก แต่ฟอร์มการเล่นนักเตะโดยรวมแล้วก็ดูดีระดับหนึ่งเลยครับ  โดยนักเตะตัวหลักของทีมนี้ที่เล่นได้ประทับใจคนดูอย่างสุด ๆก็คงหนีไม่พ้น  โอบี มิเกล  , อาเหม็ด มูซ่า และ วิคเตอร์ โมเซส   โดยทั้งสามคนนี้ได้บรรจุเป็นนักเตะชุดตัวจริงที่ถือเป็นกำลังหลักสำคัญของทีมชาติไนจีเรีย ที่ขาดไม่ได้เลยครับ

 

 

 

บราซิล

  1. ทีมชาติบราซิล

นับว่าเป็นทีมที่มีสถิติการเล่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดในรายการนี้ก็ว่าได้ครับ และในทุก ๆยุคทีมชาติบราซิลก็จะต้องมียอดนักเตะมหัศจรรย์ที่เป็นตัวนำทัพ พาเพื่อน ๆและแฟนบอลไปถึงความฝัน อย่างเช่น ในอดีตจะมี  โรนัลโด้ หรือ ฉายาว่า เหยินใหญ่  ยุคถัดก็จะเป็นโรนัลดินโย่  แต่สำหรับในรายการนี้ จะนำทัพโดย เนมาร์ ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็น นักบอลที่ฝีเท้าร้ายกาจอย่างมากๆครับ ประกอบกับ กลางที่โยนบอลแม่น ๆอย่าง  ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ , โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

 

 

สวิตเซอร์แลนด์

  1. ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากที่ สวิตเซอร์แลนด์ ผ่านเข้ารอบมาได้ พวกเขาก็ไม่ทิ้งเรื่องการปรับแผนการเล่นให้เหนียวแน่นและดุเดือนยิ่งขึ้น  อีกทั้งยังปรับเปลี่ยน เพิ่มนักเตะที่ฝีเท้าดี ๆเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งนักเตะชุดนี้ที่จะทำการลงแข่งขันในกลางปีนี้ ที่เพิ่มเข้ามาใหม่  จะได้แก่  เซอร์ดาน ชาคิรี่  , ลิตซ์ไตน์เนอร์  และวารอน เบห์รามี่ ครับ สำหรับนักเตะชุดเดิม กุนซือก็ยังคงจะใช้งานนักเตะหลัก ๆอย่าง ริคาร์โด้ โรดริเกวซ  และ กรานิต ซาก้า ครับ

 

 

คอสตาริกา

  1. ทีมชาติคอสตาริกา

เกมรับที่มีความเหนียวแน่น  ประกอบกับเกมรุกที่จะคอยจบสกอร์ได้ตลอดเวลา ถือเป็นจุดเด่นของทีมชาติคอสตาริกา ที่กุนซือให้ความสำคัญเป็นอย่างมากครับ ซึ่งหลังจากที่ได้ฝากผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือกก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมคงเส้นคงวา อีกทั้งยังเพิ่ม ไบรอัน รุยซ์ นักเตะกองหน้าจากสังกัด สปอร์ติก เข้ามาร่วมทีมนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความหวังสูงสุดของทีมเลยก็ว่าได้  แถมยังไบรอัน โอเบียโด้  และ อาเรียล โรดริเกซ เป็นหลังตัวสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ลูกบอลเข้าถึงมือผู้รักษาประตูครับ

 

เซอร์เบีย

  1. ทีมชาติเซอร์เบีย

ศักยภาพของทีมชาติ เซอร์เบีย ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ บอกได้เลยว่า มีลุ้นถึงรอบท้าย ๆแน่ครับ  เพราะนอกจากตัวนักเตะชุดเดิมที่มากด้วยประสบการณ์แล้วนั้น  ยัง ได้นำเอาแข้งดาวรุ่งดวงใหม่จากรุ่นเยาวชนที่อายุไม่เกิน 20 ปี มาเสริมเพิ่มเติมอีกด้วย  โดยหลัก ๆแล้วก็จะมี เนมันย่า มาติซ กลางรับจาก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด  , ลาซาร์ มาร์โควิซ จากทีมนิวคลาสเซิล , ดูซาน ทาดิซ  จากทีมเซาแธมป์ตัน  และ ลูก้า มิลิโวเยวิช  จากคริสตัลพาเลซ ครับ

 

 

เยอรมนี

  1. ทีมชาติเยอรมนี

ในเวลานี้จะมีทีมใดบ้าง จะสามารถมาขัดขวางไม่ให้ทีมชาติเยอรมนีกลับไปชูถ้วยเป็นแชมป์ซ้ำสมัยที่สองได้ เพราะจากแบบแผนการเล่นของทีมชาติเยอรมันนี้ส่วนใหญ่แล้วเราจะคาดเดาได้เลยว่า นัดนั้นจะถล่มคู่ต่อสู้ได้กี่ลูก ซึ่งอย่างน้อย ๆแล้วมักจะยิง 3 -0  ขึ้นไปเลยทีเดียว  และสำหรับรายการนี้เยอรมันก็ยังคงเป็นทีมเต็งอันดับต้น ๆที่มีสิทธิเข้ารอบไปชิงแชมป์อยู่ดีครับ เพราะอย่างที่รู้อยู่แล้วว่าสไตล์การเล่นของนักเตะทีมนี้จะชอบโชว์การต่อบอลในเกมรุกอย่างตลอด อีกมาตรฐานเกมรับก็เหนียวแน่นสะเหลือเกิน ที่น่าสนใจไปกว่านี้นักเตะในชุดที่จะลงแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2018 นี้ทุกคนมีอายุไม่เกิน 25 ปีอีกด้วยครับ

 

เม็กซิโก

  1. ทีมชาติเม็กซิโก

เม็กซิโกจัดได้ว่าเป็นทีมที่โชว์เสต็ปการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้สูงมาก  ที่สำคัญยังรักษามาตรฐานเกมรับและเกมรุกได้อย่างดีเยี่ยมเสมอมา ซึ่งหลังจากเป็นทีมที่รอบบอลโลก 2018 มาแล้วทั้ง21 ครั้งนั้น ทำให้การันตีได้เลยว่า ทีมนี้มีคุณภาพมากแค่ไหน  ซึ่งก็ต้องขอบคุณ ฮวน คาร์ลอส ออโซริโอ ที่นำเอานักเตะยอดฝีเท้าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรปมาเข้าร่วมทีมอยู่มากมายหลายคน อาทิ เช่น ชิชาริโต้ เอร์นานเดซ , อันเดรส  กัวดราโด้ , จิโอวานนี่ , โจนาธาน ดอสซานโต๊ส และ กิเยร์โม่ โอชัว ครับ

 

สวีเดน

  1. ทีมชาติสวีเดน

ทีมชาติสวีเดน ทีมฟุตบอลจากโซนทวีปยุโรปนี้     ได้ทำเอาทีมชาติ อิตาลีแชมป์เก่า 4 สมัย ช็อกคาบ้านมาแล้วครับด้วยการเฉือนชนะอิตาลี ไป 1- 0  จนทำให้ได้มีสิทธิ์ไปท้าแข้งที่รัสเซีย ได้สำเร็จ  และจะทำการแข่งขันในวันที่ 18  เดือนมิถุนายนที่จะใกล้จะถึงนี้  ก็จัดเตรียมนักเตะไว้พร้อมแล้ว โดยนักเตะตัวสำคัญที่คาดว่าจะได้ลงเล่น ได้แก่ วิคตอร์ คลาเอสสัน ,  เซบาสเตียน ลาร์สัน ,  วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ   และสำหรับดาวเตะจากสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด วัย 36 ปี อย่างสลาตัน อิบราฮิโมวิช  ก็ไม่ปฏิเสธที่จะกลับมาร่วมรับใช้ทีมชาติในศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียตามคำเรียกร้องของแฟนบอลในครั้งนี้ด้วยครับ

 

เกาหลีใต้

  1. ทีมชาติเกาหลีใต้

นี่ถือเป็นสมัยที่  9  ของทีมชาติเกาหลีใต้ที่สามารถท้าแข้ง ฟาดเอาชนะคู่แข่งเข้ารอบบอลโลก 2018 มาได้ต่อเนื่องติดต่อกันครับ  ต้องยอมรับและยกย่องเลยว่า แผนการเล่นของผู้จัดการทีมและฝีเท้าของนักเตะทีมนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ ครับ และสำหรับการแข่งขันฟุตบอลที่รัสเซีย คาดว่าผู้จัดการทีมยังคงจะส่ง นักเตะตัวหลักอย่าง อีดอง กุ๊ก , ซอง เฮืองมิน  , พาร์ค จู โฮม มาเป็นตัวดำเนินเกมครับ ใครที่เป็นแฟนคลับของทีมชาติเกาหลีใต้ ก็คอยติดตามกันต่อไปครับ ว่ายังจะคงรักษามาตรฐานและพัฒนารูปแบบการเล่นได้มากขึ้นแค่ไหนครับ

 

 

เบลเยียม

  1. ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติ เบลเยี่ยม  ในปีนี้ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นทีมที่รวมสุดยอดนักเตะฝีเท้าดีชั้นนำจากทั่วโลกมารวมกันมากที่สุดทีมหนึ่งเลยครับ  อันได้แก่  โรเมลู ลูกากู  , มารูยาน เฟลไลนี่ จากสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  เอแด็น อาซาร์ กลางรุกจอมกระชากลากเลี้ยง จากสโมสรเชลซี  , เดอ บรอยน์ ปีกจอมพลังจากแมนซิตี้  ลฯล เพียงแค่นี้ก็คงรู้กันแล้วว่าเบลเยียมมีของดี และมีความพร้อมแค่ไหนกับการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้

 

ปามานา

  1. ทีมชาติปามานา

ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศเล็ก ๆ อย่างปานามา ที่นักเตะในทีมชาติสามารถทำความฝันของคนทั้งประเทศให้เป็นจริง โดยสามารถเอาชนะทีมคู่แข่งได้ใน 3 นาทีสุดท้ายก่อนจะจบเกม และเข้ามายังรอบนี้ได้เป็นครั้งแรก โดยที่แทบจะไม่มีใครคิดว่าเป็นไปได้เลยครับ เรียกได้ว่าเป็นทีมน้องใหม่ที่ไฟแรงจริง ๆ  และในการศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกของปานามาที่รัสเซียนี้ เชื่อว่าทุกคนจะเล่นด้วยความมั่นใจและจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับ ประเทศปานามาได้อีกครั้ง

 

ตูนิเซีย

  1. ทีมชาติตูนิเซีย

สำหรับทีมชาติตูนิเซียจากโซนแอฟริกาตอนเหนือนี้ เป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าจับตามองเลยทีเดียวครับ ถึงแม้ว่านักเตะภายในทีมอาจจะยังไม่โดดเด่นเหมือนกับทีมชาติอื่น ๆ แต่พวกเขาก็สามารถเข้ารอบมาถึงจุดนี้ได้ อันดับแรกขอยอมรับความเก่งของโค้ชผู้ควบคุมทีม ที่วางแผนจัดระบบการเล่นตามฉบับแอฟริกันแท้ ๆ เอาตัวรอดมาจากทีมเก่ง ๆมาได้แบบฉิวเฉียด และการในการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 5 แล้วที่มาได้ร่วมเล่น  ซึ่งจากประวัติที่ผ่านมาของการอแข่งขันฟุตบอลโลก ไม่ว่าจะนัดเหย้าหรือเยือน ตูนิเซียก็สามารถเก็บแต้มกลับไปได้ทุกครั้ง

 

อังกฤษ

  1. ทีมชาติอังกฤษ

สำหรับ สิงโตคำราม หรือ ทีมชาติอังกฤษ ทีมรักของใครหลาย ๆคน ก็สามารถผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาได้เช่นกัน โดยครั้งนี้ตามสถิติแล้ว เป็นสมัยที่ 6  แล้วที่ผ่านเข้ามาสู่รอบนี้ครับ  ส่วนผลงานล่าสุดที่ผ่านมาก็ดูดีเป็นที่ประจักษ์มาก  ๆ เลยทีเดียว โดยทีมชาติอังกฤษไม่เคยแพ้ทีมใดมาเลย แถมยังจบด้วยอันดับที่ 1 ของตารางการแข่งขันอีกด้วย  นับเป็นอีกทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้ายอดเยี่ยมมากมายจริง ๆ  ซึ่งนักเตะขุนพลที่จะได้ลงแข่งขันในรายการฟุตบอลโลก 2018 นี้หลัก ๆแล้ว ก็จะมี เฮอรี่เคน  ,  เจมี่ วาร์ดี้ , แรชฟอด , ดาเนียล สเตอร์ริดจ์   และมาพร้อมกับนักเตะดาวรุ่งหน้าใหม่ที่พึ่งถูกเรียกติดทีมชาติเป็นครั้งแรกอย่าง นาธาเนียล ซาโลบาห์  กองกลางจากสโมสรวัตฟอร์ด และ แฮรี่ แม็คไกวร์ ทวารหลังตัวสำคัญจากเลสเตอร์ซิตี้ครับ

โปแลนด์

  1. ทีมชาติโปแลนด์

กลับมาอีกครั้งกับทีมชาติโปแลนด์ ปืนกลแห่งยุโรป ในศึกฟุตบอลโลก 2018   หลังจากที่พวกเขาพลาดโอกาสเข้ารอบฟุตบอลโลกมาแล้วติดต่อกันนานถึง 12 ปี  แต่ถึงอย่างไรในครั้งนี้ทีมชาติไหนที่ได้อยู่สายเดียวโปแลนด์เตรียมหนาวได้เลย     เพราะจากในรอบคัดเลือก ฟอร์มของกองหน้าตัวหลักอย่าง โรเบิร์ต เลวาน ดอฟกี้  ที่มากไปด้วยความเก๋าประสบการณ์ ได้โชว์ความ ดุดัน และในแต่ละนัดก็จบสกอร์ได้เฉียบขาดมาก ๆครับ โดยในรอบคัดเลือกสามารถซัดทำประตูไปได้ทั้งหมด 16 ประตูเลยทีเดียว  งานนี้เรียกได้ว่าไม่น่าใช่เรื่องยากสำหรับที่ชาติโปแลนด์ ที่จะสามารถกดดันคู่ต่อสู้ จนสามารถจะจบสกอร์และเป็นผู้ชนะได้ครับ เพราะนอกจากเลวาน ดอฟกี้แล้ว ยังมีนักเตะแข้งสายฟ้าอย่าง ลูคัส พิซเซ๋ค , ลูโดวิซ โอบราเนียค , ยาคุบ บลาซซีคอฟสกี้  คอยช่วยผลักดันให้ทีมเข้าสู่รอบต่อไปที่ไกลกว่าเดิมได้ครับ

เซเนกัล

  1. ทีมชาติเซเนกัล

สำหรับนักเตะในชุดศึกถ้วยวิล์ด คัพ 2018  ของทีมชาติเซเนกัล น่าสนใจเลยทีเดียวครับ โดยจะดึงเอานักเตะดาวดังจากสโมสรลิเวอร์พู อย่าง ซาดิโอ มาเน่ มาเสริมทัพ ประกอบกับ ชีคคู คูยาเต้  นักเตะทีมเวสต์แฮม , อิดริสซ่า  กาน่า เกย์  จากทีมเอฟเวอตัน  , มุสซ่า  โซว์ หัวหอกจาก เฟเนร์บาห์เช่ , และ คูม่า บาบาการ์ จากทีมฟิออเรนติน่า ครับ    เชื่อว่าด้วยสปิริตของนักเตะภายในทีม บวกกับ ประสบการณ์ของกุนซือ  จะเป็นพลังช่วยให้ เซเนกัล ที่เคยเป็นประวัติศาสตร์ จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งครับ

 

โคลัมเบีย

  1. ทีมชาติโคลัมเบีย

ในการอวดฝีเท้าของทีมชาติโคลัมเบีย ภายในการควบคุมทีมของกุนซือ โฮเซ่ เปเกร์มัน  ในศึกครั้งนี้ เชื่อว่าจะยังคงวางแผนมาให้นักเตะเล่นกันแบบดุเดือด กล้าได้กล้าเสีย และเด็ดขาดเหมือนกันตอนรอบคัดเลือกอย่างแน่นอนครับ  สำหรับนักเตะในชุดนี้แต่ละก็ล้วนแล้วมีประสบการณ์ในท้าแข้งมาอยู่พอสมควรครับ โดยจะยังคงใช้นักเตะชุดเดียวกันกับที่เคยใช้ในบราซิลครับ โดยหัวหอกตัวหลักที่จะได้ลงเป็นตัวจริง นั้นได้แก่  ฮาเมส โรดิเกซ , ราดาเมล ฟัลเกา , ฮวน กัวดราโด้ และคาร์ลอส บัคก้า ครับ

 

ญี่ปุ่น

  1. ทีมชาติญี่ปุ่น

ความหวังของคนเอเชีย ส่วนใหญ่ก็คงฝากไว้กับทีมชาติญี่ปุ่นกันแน่นอน สำหรับทีมชาตินี้หากใครได้ติดตามฟอร์มการเล่นที่ผ่านมา คงจะเห็นถึงความแข็งแกร่งของแผ่นการเล่น และทักษะเฉพาะตัวที่พวกเขาได้แสดงไว้ในแต่ละครั้งโดยบรรดาเหล่านักเตะจอมเก๋าทั้งหลาย ที่เล่นตามแผนของยอดกุนซือที่ชื่อว่า วาฮิด ฮาลิฮอดซิช กันจนทำให้มีวันนี้ได้   และสำหรับการแข่งในวันที่ 19 มิถุนายนที่จะถึงนี้ก็ยังคงใช้นักเตะชุดใหญ่เหมือนเดิมครับ  ทั้งนี้ก็อยากให้ติดตามกันต่อไปว่า ญี่เองนั้นจะควักไม้เด็ดอะไรขึ้นใช้เพิ่มขึ้นมาให้แฟน ๆได้ชมกันบ้าง